วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พัฒนาลูกน้อยด้วยเปียโน ตอนที่ 3 (ด้านอารมณ์)

ตอนที่ 3 การเคลื่อนไหวของตัวโน้ตทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ

            ตัวโน้ตเคลื่อนไหวก่อให้เกิดจังหวะ  จังหวะทำให้เกิดอารมณ์
            ความคิดที่เคลื่อนไหวก่อให้เกิดการสัมผัส  การสัมผัสทำให้เกิดอารมณ์
           สนุกสนาน เบิกบาน สำราญใจ อยากรู้อยากเห็น โกรธ หงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว ดื้อกลัว อิจฉา  คร่ำเคร่ง ลองลอย  เบื่อ กังวล เป็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเด็ก (ดูเหมือนด้านลบจะมีมากกว่า) การที่ผู้ใหญ่ปิดกั้นไม่ให้แสดงอารมณ์บางอย่างนั้นทำให้เด็กต้องเก็บกดอารมณ์เหล่านั้นไว้  ต่อไปถ้ามีโอกาสเขาก็จะแสดงอารมณ์เหล่านั้นออกมา  ผู้ใหญ่บางคนอาจมีความเห็นที่แตกต่างโดยให้เด็กได้มีโอกาสแสดงอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ จนบางครั้งเด็กติดการแสดงอารมณ์บางอย่างที่ไม่ดีจนเป็นนิสัย  อีกทางหนึ่งคือการให้เด็กรู้จักอารมณ์  รู้จักชื่อเรียก  รู้จักกาลเทศะในการแสดงอารมณ์ต่างๆ  รู้จักเปลี่ยนแปลงอารมณ์  และสุดท้ายรู้จักจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์  ทางนี้เป็นทางที่ผู้ใหญ่คงต้องออกแรงและใช้ความคิดกันหน่อย  ส่วนผลลัพธ์จะดีหรือไม่นั้นไม่มีใครกำหนดได้ (แต่น่าจะดีที่สุด)  เพราะสุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวเด็กเองว่าจะแสดงอารมณ์ต่างๆ  ออกมาอย่างไร
            การนำเปียโนมาช่วยพัฒนาเรื่องอารมณ์ต่าง ๆ ของเด็ก  ที่มีทั้งทางด้านบวกและด้านลบทำให้เราไม่ต้องให้เด็กสัมผัสกับอารมณ์ผ่านตัวบุคคล  ซึ่งถ้าเป็นอารมณ์ในด้านบวกคงไม่มีผลอะไรมาก  แต่ถ้าเป็นอารมณ์ในด้านลบการให้เด็กเรียนรู้ผ่านตัวบุคคลคงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกซักเท่าไหร่  ดังนั้นหากเราใช้เปียโนมาเป็นสื่อช่วยการเรียนรู้ในเรื่องอารมณ์ของเขาคงจะดีไม่น้อย
            การนำเปียโนมาเป็นสื่อนั้นบางท่านอาจยังนึกภาพไม่ออก ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างซักเรื่องหนึ่งเช่น การใช้ไม้เรียว ไม้เรียวเป็นอุปกรณ์หนึ่งในหลายๆ อย่างที่ช่วยการเรียนรู้ของเด็กมาตั้งแต่สมัยโบราณ  (ปัจจุบันหลายท่านอาจเห็นว่าล้าสมัย หรือ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้ว)  ซึ่งหากไม่มีไม้เรียวแล้วให้เด็กเรียนรู้อารมณ์จากมือของพ่อแม่โดยตรง  คงไม่มีผลอะไรมาก  ถ้าเป็นการอุ้มชู  จูงไปเที่ยว  แต่หากต้องตีโดยใช้มือคงไม่ดีซักเท่าไหร่  ในข้อนี้ไม้เรียวจึงคล้ายกับเปียโนที่คอยเป็นสื่อในการแสดงอารมณ์ทางด้านลบ
            อีกเรื่องหนึ่งก็คือการเล่นกีฬา  หากเราตีแบด  ไม้แบดกับลูกแบดก็เป็นสื่อในการแสดงอารมณ์ได้เหมือนกัน  เช่นเวลาโกรธ ก็ตีแรงๆ  เวลามีอารมณ์สร้างสรรค์  ก็เล่นแบบวางแผน  หรือ หากเราเล่นบาสเก็ตบอล  ลูกบอลก็เป็นสื่อ  แต่อาจนำมาใช้ในการแสดงอารมณ์มากไม่ได้ เพราะมีการรับส่งลูกระหว่างบุคคล ซึ่งถ้าต้องการแสดงอารมณ์ทางด้านลบควรส่งเสริมให้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์
            การนำเปียโนมาเป็นสื่อในการสอนเรื่องอารมณ์  ตอนแรกควรมุ่งเน้นไปที่การกดตัวโน้ตเป็นจังหวะต่างๆ  เพื่อให้รู้ว่าจังหวะนี้แสดงออกถึงอารมณ์อะไร  เรียนจังหวะง่ายๆ  ที่สื่อถึงอารมณ์ในเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่  เพื่อให้เขารู้สึกสนุกกับการเล่นเปียโน  แล้วจึงให้เรียนรู้ในจังหวะที่หลากหลายและต่อเนื่องกันเป็นบทเพลง  จนกระทั่งเด็กมีความสามารถทางด้านเปียโน จึงค่อยเรียนรู้อารมณ์ในบทเพลงที่มีความละเอียดมากขึ้นตามลำดับ
            แม้เปียโนจะใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ได้เป็นอย่างดี  ตั้งแต่อารมณ์พื้นฐานไปจนถึงอารมณ์ในระดับสูง  แต่อย่าลืมว่าทุกอุปกรณ์ก็มีข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป  การได้เรียนรู้โดยใช้วิธีการต่างๆ  และอุปกรณ์ที่หลากหลายย่อมส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจของเด็กได้มากกว่า
           

                                                                                                       ครูฤทธิ์  จิตพัฒฯ

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พัฒนาลูกน้อยด้วยเปียโน ตอนที่2 (พัฒนาภาษา)

ตอนที่ 2  ดัง-เบา สั้น-ยาว  สูง-ต่ำ

            ดัง-เบา สั้น-ยาว  สูง-ต่ำ  เป็นชื่อเรียกลักษณะเสียงแบบง่ายๆ ที่เรารู้จักกันดี  การพัฒนาลูกน้อยด้วยเปียโนก็ใช้เพียงลักษณะเสียงต่างๆ เหล่านี้มาเป็นเบื้องต้นของการพัฒนาภาษา
            เด็กแรกเกิดที่เพิ่งออกจากท้องแม่ส่วนใหญ่คุณหมอมักทำให้เด็กร้องไห้ออกมาเสียงดัง  เมื่อเราสังเกตเสียงร้องนั้นจะพบว่ามีลักษณะของเสียงตามที่กล่าวมาข้างต้นครบทั้งสามอย่าง คือ เสียง ดัง-เบา เสียงสั้น-ยาว  เสียงสูง-ต่ำ       เปียโนก็เหมือนกันสามารถทำเสียงให้มีลักษณะต่างๆ ครบทั้งสามอย่าง 
            คราวนี้มาดูต่อกันที่พัฒนาการเด็กในเรื่องของภาษา กล่าวคือ เด็กจะมีช่วง เปล่งเสียง  เล่นเสียง  และเลียนเสียงตามลำดับ  การเปล่งเสียงของเด็กมีประโยชน์ในช่วงแรกของชีวิต  เพราะเวลาหิวพอเปล่งเสียงร้องแม่ก็จะรู้ว่า ได้เวลาให้นม  เวลาเปียกชื้นไม่สบายตัวพอร้องไห้แม่ก็รู้ว่า ได้เวลาอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่  เปลี่ยนผ้าอ้อม  เรียกว่าหิวก็ร้อง เปียกก็ร้อง ชีวิตก็รอดเป็นปกติสุข  พอต่อมาเริ่มรู้ความสามารถของตนเองมากขึ้นว่าตนเองชันคอ  พลิกตัว คืบคลานได้  ในเรื่องของเสียงก็เริ่มสังเกตว่าตนเองทำได้มากกว่าการร้องไห้  จึงเริ่มทำเป็นเสียงต่างๆ ออกมา  ที่บางคนเรียกว่า เด็กเริ่มอ้อแอ้แล้ว  ก็คือช่วงเล่นเสียงของเด็กนั่นเอง  พออ้อแอ้ไปได้ซักระยะ  ทำเสียง ดัง-เบา สั้น-ยาว  สูง-ต่ำ ได้คล่องขึ้น มีคนมาพูดคุยด้วยบ่อยๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า เอ้ เสียงอย่างนี้ทำยังไง  แม่ทำได้  แล้วเราทำได้หรือเปล่า  พอเด็กเริ่มเปรียบเทียบ  ก็อยากลองทำเสียงที่ได้ยินจากแม่ดูบ้างจึงเริ่มเลียนเสียง  เลียนได้บ้างไม่ได้บ้าง  และพอทำสำเร็จก็ยิ่งอยากเลียนเสียงมากขึ้น นี่ก็คือขั้นตอนของการเลียนเสียงของเด็ก  ซึ่งเราสามารถนำเปียโนมาช่วยพัฒนาเด็กในขั้นตอนนี้ได้
            เสียงคนนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นๆ  น้ำเสียงที่ออกมาจึงมีความเที่ยงตรงน้อยกว่าเปียโนมาก  การใช้เปียโนมาช่วยพัฒนาในขั้นนี้จึงทำให้เด็กเลียนเสียงได้ง่ายขึ้นจากระดับเสียงที่ชัดเจนของแต่ละคีย์  การกดแต่ละครั้งก็กำหนดเสียง ดัง-เบา สั้น-ยาว ได้  บางครั้งถ้าให้เด็กกดเองและกระตุ้นให้เขาออกเสียงตามไปด้วยก็ช่วยให้สนุกกับการเลียนเสียงมากขึ้น  หรือเวลากดเสียงที่เปียโน คุณแม่อาจจะกดคีย์ที่มีเสียงใกล้กับเสียงของเด็กก็จะช่วยให้การเลียนเสียงทำได้ง่ายขึ้นไปอีก
            การใช้เปียโนมาช่วยส่งเสริมพัฒนาการขั้นเลียนเสียงนี้ก็คล้ายกับการให้เด็กท่อง ก.ไก่ ก่อนเรียนสระเพื่อการผสมคำ  มันช่วยลดขั้นตอนของการลองผิดลองถูกไปได้ระดับหนึ่ง  แต่อย่างไรก็ตาม  เด็กยังคงต้องเลียนเสียงแม่เพื่อเป็นตัวแบบในการเรียนรู้ขั้นต่อๆไป
                                                                                                           

                                                                                                                      ครูฤทธิ์...

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พัฒนาลูกน้อยด้วยเปียโน ตอนที่1 (ด้านอารมณ์)

ตอนที่ 1 เปียโนเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะแก่การส่งเสริมพัฒนาการ

            เปียโนเป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีที่นับว่ามีเสียงครบมากที่สุด  แต่ละคีย์ที่ไล่เสียงขึ้นไป มีช่วงเสียงที่เท่าๆ กัน  และเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การเล่นโน้ตทั้ง 7 คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที    จึงจัดเรียงคีย์เปียโนเป็นคีย์ขาวและคีย์ดำ
            ตอนเด็กๆ เราจะคิดว่า  เครื่องดนตรีที่มีคีย์ขาวและคีย์ดำนี้เรียกว่าเปียโนทั้งหมด  พอโตขึ้นมา  จึงรู้ว่ามีการแยกชนิดเป็นหลายแบบ  มีชื่อเรียกต่างกัน  ลักษณะวิธีการเล่นก็ต่างกัน  ที่เห็นชัดเจนคือ อิเล็กโทนกับเปียโน  อิเล็กโทนก็แบ่งออกไปอีกหลายแบบตั้งแต่ระดับผู้เล่นเบื้องต้นไปจนระดับมืออาชีพที่เขาใช้กัน  เปียโนก็แบ่งออกไปหลายแบบ เช่น เปียโนไฟฟ้า  (แบบมีลักษณะเสียงให้ใช้เท่าที่จำเป็น กับมีลักษณะเสียงให้ใช้มากๆ)  เปียโนไฟฟ้า (แบบเลือกเสียงเอ็ฟเฟ็คได้)  แกรนด์เปียโน  อัพไรท์เปียโน  และอื่นๆ อีกมากมายเต็มไปหมด  แต่สำหรับเด็กแล้วเปียโนก็คือเครื่องดนตรีที่มีคีย์ขาวและคีย์ดำ  ซึ่งรู้แค่นี้ก็เพียงพอแก่การส่งเสริมพัฒนาการแล้ว
            เปียโนตัวเล็ก (อิเล็กโทน) มีคีย์ 49 คีย์  หรือเปียโนตัวใหญ่ มีคีย์ 88 คีย์ เท่านี้เด็กก็มีอุปกรณ์ให้นับเลขแล้ว  การจัดหมวดหมู่ของคีย์เปียโนเป็นอ็อกเต็บๆ ละ 12 คีย์ ก็เท่ากับหนึ่งโหล  เปียโนตัวเล็กมี 4 โหลกับหนึ่งคีย์  ส่วนตัวใหญ่มี 7 โหลกับ 4 คีย์  และถ้าบ้านไหนมีเปียโนทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ยิ่งทำให้เด็กเปรียบเทียบได้ชัดเจนขึ้น  เรียนรู้ของสองสิ่งที่มีลักษณะที่เหมือนกันคือ คีย์ขาวและคีย์ดำ  ความต่างของจำนวนคีย์เปียโน  จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าหัวข้อการเรียนรู้มีมากมายสำหรับเครื่องเปียโน
            ในมุมมองของผม  เครื่องเปียโนเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะแก่การส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ  ซึ่งถ้าเราพูดถึงในสี่หัวข้อของพัฒนาการจะมีดังนี้
ด้านร่างกายเด็กได้เคลื่อนไหวนิ้วมือกดลงไปที่โน้ตต่างๆ  เมื่อกดไปๆ จนมีความสามารถมากขึ้นเล่นเปียโนโดยใช้นิ้วทั้ง 10 ได้แล้วก็เรียกว่าเป็นการฝึก brain gym ชั้นดีเลยทีเดียว ไม่ได้ช่วยให้เรียนเก่ง แต่ช่วยให้มีกำลังความคิดมากขึ้น พอกำลังมีมากก็คิดอะไรได้มากกว่า คนทั่วไปจึงคิดว่าเด็กที่เรียนเปียโนเป็นเด็กที่ฉลาดและเรียนเก่ง 
ส่วนด้านอารมณ์เปียโนนั้นใช้บรรเลงเพลงได้หลากหลาย  แต่ละเพลงอารมณ์ก็แตกต่างกันออกไป  เพลงเด็กส่วนใหญ่มักให้อารมณ์สนุกสนานร่าเริง  กระฉับกระเฉง ตื่นเต้น เหมาะกับวัยอยากรู้อยากเห็น  โตขึ้นมาอารมณ์เพลงก็มีความหลากหลายขึ้นตามลำดับความสนใจ  ซึ่งบางคนก็พัฒนาตนเองไปฟังหรือเล่นเพลงในระดับที่มีการเคลื่อนไหวของอารมณ์สูง เช่น เพลงคลาสสิค เป็นต้น
ด้านสังคมเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่มีทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง  เมื่อเล่นที่บ้าน  คนในบ้านเป็นผู้ฟัง  เล่นที่โรงเรียน  คนในโรงเรียนเป็นผู้ฟัง  เล่นออนไลน์  คนในสังคมออนไลน์เป็นผู้ฟัง แสดงโชว์  คนซื้อบัตรเป็นผู้ฟัง  ทุกที่ที่กล่าวมาทั้งคนเล่นและคนฟังต้องรู้กฎเกณฑ์และมารยาทต่างๆ  ในแต่ละสถานที่ เช่นในบ้านเล่นไม่เพราะไม่เป็นไรแต่อย่าเล่นตอนตีสองเป็นพอ  เล่นที่โรงเรียนหรือสังคมออนไลน์ก็ควรพัฒนาฝีมือจนผู้อื่นฟังแล้วรู้สึกว่าเพราะในระดับหนึ่ง  ยิ่งถ้าเปิดการแสดงแบบมีคนซื้อบัตรด้วยแล้ว  ไม่เพียงแค่เล่นเพราะเท่านั้น  ยังต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ เช่น เสื้อผ้าหน้าผม  สถานที่  เก้าอี้ ความสะอาด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะทางสังคมทั้งสิ้น เว้นแต่จะเล่นเองฟังเองในห้องเก็บเสียงหรือใส่หูฟัง
ด้านสติปัญญาตามที่ได้กล่าวมาแล้วคือเด็กที่ได้เล่นเปียโนจะเหมือนได้ฝึก brain gym ชั้นดี  หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับโอกาสของเด็กแล้วว่าจะได้เรียนรู้อะไร  เรียนรู้อย่างไร  เพราะกำลังความคิดที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ  เมื่อได้รูปแบบการเรียนที่ดีย่อมรับความรู้มาก  และคิดต่อยอดได้ไกล 
โดยสรุป เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่เหมาะแก่การใช้เป็น อุปกรณ์ส่งเสริมพัฒนาการในทุกระดับ  ทุกวัย  ไม่ว่าจะพัฒนากันตั้งแต่ในท้อง  แรกเกิด  เติบโต  กระทั่ง ต... ก็ใช้ได้ทั้งนั้น 

                                                                                                             ครูฤทธิ์  จิตพัฒฯ

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แนวการฝึก 3 ทักษะ 5 ขั้นตอน เพลง Lover's Concerto Level 2


         เพลงใน Level 2 คล้ายกับ Level 1 คือจำนวนตัวโน้ตใกล้เคียงกัน  ยังใช้จังหวะพื้นฐานอยู่  ที่ต่างกันคือช่วงกว้างของตัวโน้ตมือซ้ายจะกว้างขึ้น ทำให้ได้เสียงที่กังวานและเพราะมากขึ้น 


วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พัฒนาลูกน้อยด้วยไท้เก็ก (ด้านร่างกาย) ตอนที่ 3

            คราวที่แล้วพูดถึงข้อดีของการเป็นเด็กในการรำไท้เก็กว่าเด็กนั้น  อ้วนกลม  แขนขายังไม่ค่อยมีแรง  และการตอบสนองต่อวัตถุต่างๆเป็นแบบยอมรับ และอ่อนตามกำลังของวัตถุนั้นๆ  ทำให้การฝึกไท้เก็กในเด็กมีข้อได้เปรียบกว่าการฝึกในผู้ใหญ่  มาในตอนนี้เราจะไปดูกันว่าเมื่อลูกน้อยฝึกไท้เก็กแล้วจะได้รับการพัฒนาอย่างไรบ้าง  ซึ่งในที่นี้จะพูดเน้นไปที่ทักษะทางด้านร่างกายเป็นหลัก
            ในเด็กตั้งแต่แรกคลอด  พัฒนาการทางร่างกายอาจหมายถึงการที่เด็กชันคอ พลิกตัว  นอนคว่ำ  ยกอกกระดกก้น  นั่ง ลุก เกาะ คลาน คุกเข่า ยืดตัวยืนตรงไปจนถึงเดินได้เอง  พอถัดมา ยืนได้เดินได้อยากไปเร็วขึ้นก็เริ่มออกวิ่ง  เล่นสนุกด้วยการกระโดด  กระโดดสูงๆ  กระโดดกระต่ายขาเดียว  กระโดดสองขา  เดินหน้าถอยหลัง  กระโดดยาง  ด้านลำตัวช่วงบนก็เช่น  ปาเป้า  โยนบอลรับบอล  ตีเกราะเคาะไม้ เป็นต้น
            เมื่อเราย้อนไปดูเส้นทางพลังของเด็กที่ใช้ไปกับกิจกรรมต่างๆ  จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงสะดือ (ย้อนไปตอนอยู่ในครรภ์) เขาได้รับพลังงานมาจากสายสะดือจนเติบโตตัวใหญ่ขึ้นมา  พอออกมาจากท้องแม่แล้ว  ก็พยายามชันคอขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น  พลังถูกส่งขึ้นไปเป็นเส้นตรง  เมื่ออยากรู้มากเข้าก็ส่งแรงไปขยับคอบ่อยๆ  ทำให้เส้นทางของพลังแข็งแรงขึ้นจนพลิกตัวได้  นี่คือพลังสายแรกที่เด็กได้พัฒนาขึ้น  เส้นทางพลังอีกสี่สายคือแขนสอง  ขาสอง  ก็ถูกพัฒนาขึ้นจากความอยากรู้อยากเห็นของเด็กในลำดับถัดมา  ตามความใกล้ไกลของเส้นทางพลัง  และความละเอียดอ่อนของกิจกรรมที่ทำ (กิจกรรมที่ใช้ fine motor คือส่วนของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่นนิ้วมือย่อมมีความละเอียดอ่อนมากกว่ากิจกรรมที่ใช้ gross motor หรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่นแขนขา)
            จากการวิเคราะห์ข้างต้นทำให้เรารู้ว่า  จุดกำเนิดของพลังนั้นอยู่ตรงไหน  เส้นทางของพลังเป็นอย่างไร  และกิจกรรมต่างๆ  ของเด็กนั้นเกิดขึ้นจากอะไร  ที่สำคัญคือสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นไปโดยธรรมชาติของเด็ก
            คำถามต่อมาคือ  แล้วรู้ไปทำไม  คำตอบก็คือ  รู้ไปเพื่อความเข้าใจในหลักการของไท้เก็ก 
ไท้เก็กมักถูกโยงเข้ากับความเป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆ  ความเป็นธรรมชาติของเด็กเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลก  เพราะถ้าลองคิดดูดีๆ แล้ว  สิ่งที่เด็กทำล้วนเกินกำลังของตัวเองทั้งสิ้น  ตั้งแต่การพลิกตัว  เขาเกิดมาไม่สามารถพลิกตัวได้  ไปจนการนั่ง  การยืน  การเดิน  และการวิ่ง  ถ้ามองตอนเด็กอายุ สามเดือนคงมองไม่ออกว่าจะวิ่งได้อย่างไร  แต่ด้วยธรรมชาติของเขาทำให้พัฒนาจนทำสิ่งต่างๆ  เหล่านี้ได้  พูดง่ายๆ  คือ ธรรมชาติของเด็กมักทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (มองจากตอนอายุสามเดือน)  ให้เป็นไปได้ (เมื่อเวลาผ่านไป)  และถ้าความรู้นี้ติดตัวเด็กไปใช้ตอนที่เขาโตแล้ว  เขาจะรู้กระบวนการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
            “เราสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้”  ด้วยความคิดนี้  เป็นประโยชน์กับเด็กอย่างมากในทุกๆ ช่วงอายุที่เขาเติบโตขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น  เด็กวัยเรียนถ้าเพื่อนในห้องเรียนไม่เก่ง  เรียนไม่รู้เรื่องเหมือนกันความคิดนี้คงไม่ได้ใช้งานเท่าไรนัก  แต่เราก็พบเด็กจำนวนไม่น้อย  ที่คิดว่าเพื่อนเก่งกว่า  เขาทำได้  เราทำไม่ได้  เราไม่เก่งเหมือนเพื่อน  ความคิดที่กัดกร่อนเช่นนี้ ผู้ปกครองโดยมากไม่เห็น  ไม่ได้ให้ความสำคัญ  พอนานวันเข้าจึงส่งผลกระทบที่เป็นรูปธรรมออกมา  เมื่อถึงวันนั้นปัญหาก็บานปลายซะแล้ว  แต่ถ้าเด็กมีความคิดว่า “เราสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้” แล้ว  อีกทั้งยังรู้หลักการและกระบวนการในการทำ  เด็กเริ่มทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่นคิดว่าเพื่อนเรียนเก่ง  แล้วเราจะเรียนสู้เพื่อนได้อย่างไร  ก็เปลี่ยนเป็นเพื่อนเรียนเก่ง  เราก็สามารถเรียนให้เก่งเหมือนกับเพื่อนได้เพราะเรารู้หลักการในการเรียนให้เก่ง  อีกทั้งยังรู้กระบวนการการเรียนให้เก่ง  โดยเทียบเคียงจากหลักการในไท้เก็ก เป็นต้น 
            ดังนั้น  การเรียนไท้เก็กจึงได้ประโยชน์หลายอย่าง  เพราะนอกจากประโยชน์ในเรื่องของทักษะทางร่างกายและสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้น  แนวคิดต่างๆ ที่ได้จากการเรียนก็เป็นข้อดีอีกข้อเหมือนกัน


                                                                                                                        ครูฤทธิ์...

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แนวการฝึก 3 ทักษะ 5 ขั้นตอน เพลงแมงมุมลาย Level 1

     เพลงใน Level 1 เป็นการเล่นโน้ตง่ายๆ ทั้งมือซ้ายและมือขวา จำนวนโน้ตไม่มากนักเน้นจังหวะพื้นฐานและการจดจำตัวโน้ต



ลิขสิทธิ์ โดย 

พัฒนาลูกน้อยด้วยไท้เก็ก (ด้านร่างกาย) ตอนที่2

            ในตอนที่แล้วไว้พูดไว้ว่าเด็กๆ นั้นมีไท้เก็กที่ดีอยู่แล้ว  เราแค่พยายามรักษาส่วนดีที่ติดตัวเขามาตามธรรมชาติให้อยู่กับเขาไปนานๆ  และนำส่วนดีนั้นๆ  มาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ  ในตอนนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า  ส่วนดีที่พูดถึงนั้นมีอะไรบ้าง
            ความอ้วนกลมของเด็กก็คือส่วนดีในการรำไท้เก็ก  เหล่าซือของผมเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านฝึกไท้เก็กใหม่ๆ ท่านถามอาจารย์ของท่านว่าทำอย่างไรถึงจะเก่ง  อาจารย์ของท่านตอบกลับมาว่า  ลื้อไม่ต้องฝึกอะไรมากหรอกเพราะหุ่นลื้อมันให้อยู่แล้ว  ใช่เลย...  เหล่าซือผมเป็นคนอ้วนกลม  ไม่ต้องฝึกอะไรมากก็เก่งอยู่แล้ว  เวลาผมฝึกผลักมือกับเหล่าซือก็มักจะเสียท่าแบบง่ายๆ  เพราะความที่ท่านกลม  ทำให้ผมผลักไม่ค่อยถูกจุดสำคัญ  พอท่านออกแรงเพียงนิดหน่อยก็ทำให้ผมเสียหลักได้  นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไม  ความอ้วนกลมของเด็กนั้นคือส่วนดีในการรำไท้เก็ก
            แขนขาที่ยังไม่แข็งแรงก็เป็นอีกข้อที่ดีสำหรับการฝึกไท้เก็ก  โดยธรรมดาแล้วผู้ใหญ่ส่วนมากที่เริ่มฝึกนั้นจะต้องพยายามลดความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อแขน ขา และฝ่ามือลง เพื่อทำชี่เคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น  เคลื่อนไหวไม่แข็งเกร็ง  มีความยืดหยุ่นสูง  เปลี่ยนแปลงท่วงท่าได้ง่าย  ซึ่งกว่าจะฝึกได้ตามที่กล่าวมานี้ต้องใช้เวลากันเป็นปี  พอทำให้แขนขาอ่อนแล้วยังต้องฝึกการเคลื่อนกำลังจากท้องน้อยอีก  คราวนี้หลายปีเลย  แต่ในเด็กเล็กๆ นั้นแทบไม่ต้องฝึกส่วนนี้เลย  เพราะแขนขาและการเคลื่อนพลังเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว  เด็กไม่ต้องฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  ไม่ต้องฝึกการเคลื่อนไหวในท่าทางที่ถูกต้องเพื่อให้ชี่วิ่งได้ดี  ความยืดหยุ่นก็มีสูงอยู่แล้ว  ส่วนการเคลื่อนพลังนั้นเนื่องจาก เด็กยังไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากนัก  เวลาทำอะไรก็ต้องทุมแรงจากทั้งตัว  ทำให้ส่วนท้องน้อยและลำตัวออกแรงมากที่สุด  ให้ลองสังเกตเวลาที่เด็กต้องดันของอะไรซักอย่างที่มีน้ำหนักมากๆ  จะเห็นได้ชัดว่าเขาออกแรงส่วนใดบ้าง  หรือถ้าเป็นเด็กอายุก่อนสามเดือนจะเห็นได้ชัดเวลาที่เขาขยับตัวว่า  เขาออกแรงจากส่วนใดบ้างของร่างกาย  นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ฝึกรำไท้เก็กกันเพื่อให้ได้ลักษณะการออกแรงแบบนั้น 
            การตอบสนองต่อวัตถุที่มากระทบก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่ดี  เพราะถ้าเป็นผู้ใหญ่มีวัตถุอะไรบางอย่างวิ่งเข้ามาหาก็มักจะจับหรือหยุดการเคลื่อนไหวนั้นด้วยกำลัง  แต่สำหรับเด็ก  ร่างกายที่ไม่ได้มีกำลังไปหยุดทุกสิ่งอย่างก็จะมีการตอบสนองแบบยอมรับ และอ่อนตามกำลังของวัตถุนั้นๆ  ซึ่งเป็นหลักการเบื้องต้นของการฝึกไท้เก็ก
            จากข้อดีหลายๆ ข้อที่กล่าวมา  จึงเห็นควรให้ลูกน้อยได้เรียนรู้หลักการใช้พลังของไท้เก็กตั้งแต่เด็กๆ  เพราะถ้าเรารอไปจนอายุ 60 70 แล้วละก็...  คงนึกไม่ออกแล้วว่าตอนเด็กๆ  ออกแรงผลักของอย่างไร


                                                                                                                                                  ครูฤทธิ์...